มั่นใจกันจัง

posted on 27 Jun 2011 11:02 by boxboy
จากสะกิดใจนิดๆ  พัฒนาจนเป็นคันปากยิบๆ 
 
ช่วงนี้เล่นเฟสบุ๊คแล้วรู้สึกบางอย่างกับบางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
 
ช่วงปีสองปีมานี้ชักจะเห็นกลุ่มเห็นเพจที่เปิดขึ้นมากันยุบยับ
 
มั่นใจนู่นมั่นใจนี่ มั้นใจคนไทย ล้านคนบ้าง หมื่นคนบ้าง แสนคนบ้าง
 
ชอบนู่นเกลีียดนี่ หนักเข้าก็ท้ากันว่ากลุ่มมั่นฉันคนร่วมมั่นมากกว่ากลุ่มเธอ
 
แรกๆ ก็ขำๆ นานวันเข้าชักสงสัย 
 
ปรากฏการณ์มั่นๆ เหล่านี้มันต่างกับสมัยก่อนที่พ่นสีบนกำแพงประกาศการเป็น
 
พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า สถาบันอื่นๆ ยังไง 
 
ถ้าลองไปตามดูจริงๆ มีกลุ่มมั่นกี่กลุ่มกันที่มีคนมาร่วมยอดมั่นถึงยอดทีขึ้นหัวไว้
 
บางมั่นน้อยหน่อยกลัวยอดไม่ถึง บ้างก็ขึ้นไว้มากเหมือนแค่บอกระดับดีกรีความอินกับเรื่อง
 
ของคนเปิดหน้านั้นๆ 
 
บางหัวข้อก็เห็นได้ว่าตั้งเอามัน แอบใช้ความมั่นหลอกด่ากันเสียๆ หายๆ 
 
สงสัยว่ามั่นไปแล้วเกิดประโยชน์กับใคร  แข่งกันไปแล้วใครแฮปปี้
 
คนตั้งหัวข้อ หรือคนกดไลก์ หรือคนหรือสถาบันที่ถูกนำมาตั้งเป็นหัวข้อ
 
คนเปิดกลุ่มก็เิปิดกันไป แล้วคนที่ถูกนำไปเป็นประเด็นเขาได้ชอบได้ร่วมมั่นไปด้วยหรือเปล่า
 
ยังสงสัยอยู่ ว่าระหว่างคนพ่นสีแสดงความมั่นบนกำแพงในโลกจริง กับคนมาพ่นความมั่นบนกำแพงเสมือนจริง 
 
อย่างไหนมั่น อย่างไหน ดี ไม่ดี กว่ากัน

เซเว่นปิด...อีกแล้ว

posted on 02 Jun 2010 15:37 by boxboy

เคยเขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนเกี่ยวกับการปิดเซเว่น (เพราะไฟดับ)

ครั้งนั้นเป็นแนวเหน็บๆ ตามประสาคนที่มีความนิสัยไม่ดีอยู่บ้าง

 

แต่ช่วงเคอร์ฟิวที่ผ่านมา เป็นเวลากว่าสัปดาห์ที่เซเว่นหน้าบ้านจะต้องมีช่วงปิดทุกวัน

สั้นบ้าง น้อยบ้้าง 

ไฟเปิด ของครบ พนักงานอยู่ แต่ประตูปิด มองเข้าไปแล้วบรรยากาศมันแปลกๆ

 

สิ่งหนึ่งที่เคยเดาๆ ไว้เมื่อนานมาแล้วตอนอ่านเจอว่าเซเว่นก็มีกลอนที่ประตูกับเขาด้วยนั้น และหลายคนก็เคยตั้งคำถามว่าทำไมเซเว่นต้องมีรูกุญแจที่ด้านล่างประตูกระจกด้วยในเมื่อมันเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น เราเคยตอบเงียบๆ กับตัวเองว่าก็คงจะเอาไว้ยามฉุกเฉิน คิดว่าคงเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ส่วนอีกใจก็คิดว่าเขาคงมีไว้ไม่ได้ใช้ และก็คงไม่อยากใช้ เหมือนที่อาคารหลายๆ หลังมีอุปกรณ์ดับเพลิง มีถังแดงๆ ที่จะมีใครบ้างที่ใช้เป็นหรืออยากมีโอกาสใช้

 

แต่คราวนี้เซเ่ว่นปากซอยและคิดว่าคงจะทุกถนนต่างก็ได้ใช้ประโยชน์ในสิ่งที่ไม่น่าจะต้องได้ใช้จนได้

แต่ที่สะกิดใจจริงๆ ไม่ใช่เรื่องได้ใช้หรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่พบกับตัวเองในราวๆ วันที่สองที่ประกาศเคอร์ฟิว

 

"น้อง เดี๋ยวตอนห้าทุ่มพี่มาใหม่นะ" ชายคนหนึ่งที่กำลังจ่ายเงินอยู่หน้าเราพูดกับพนักงาน

คว้าขวดเบียร์เตรียมออกจากร้าน

"คงไม่ได้ค่ะพี่ตำรวจเขาให้ปิดช่วงนั้น" พนักงานตอบอย่างสุภาพ คนอื่นๆ ที่ยืนเข้าแถวเริ่มขยับตัวกระสับกระส่าย พนักงานอื่นๆ ชำเลืองมอง

"อะไรกัน  มันจะอะไรกันนักหนา ไว้เดี๋ยวพี่มาน้องก็เปิดให้พี่แค่นี้เอง อะไรวะคนอยาก ซื้อเหล้าแ_กเหล้าแม่งไม่ให้แ_ก"

"ไม่ได้จริงๆ ค่ะ" พนักงานเริ่มหน้าซีด ไม่อยากจะพูดต่อ

"โถ่น้อง พี่ก็แค่จะมาซื้อเหล้า พี่ไม่กลัวอยู่แล้วไม่เห็นเป็นไร งั้นไว้พี่มาเคาะๆ แล้วน้องก็ยื่นเอาออกมาให้พี่ละกัน"

 คนพูดก็หัวเราะ เดินออกนอกร้านไป

 ก็พอรู้ว่าเขาล้อเล่น

ก็พอรู้ว่าคงอยากระบายอารมณ์บางอย่าง 

แต่ก็รับรู้ไ้ด้ว่าทุกคนในที่นั้นอึดอัด

ลูกค้าคงไม่เท่าไหร่

แต่เห็นได้ชัดในดวงตาของพนักงานแต่ละคน ที่ต้องอยู่เวรเฝ้าร้าน ในช่วงที่ดูทุกอย่างยังไม่มั่นคง ยังไม่สงบ

ช่วงที่คนปกติคงอยู่บ้านกัน ถนนเงียบๆ แต่ตัวเองกลับต้องอยู่ในร้านที่หน้าร้านเป็นกระจก มองออกไปข้างนอกที่ถนนมืดๆ มาขายของ แต่ขายให้ใครไม่ได้ 

 มันคงน่าอึดอัดพิลึกถ้าเลือกได้พนักงานคนนั้นก็คงไม่อยากอยู่ ไหนจะข่าวว่าเซเว่นที่กรุงเทพถูกเผา ศาลากลางถูกเผา บ้านเมืองยังไม่สงบ เป็นเราก็คงถามตัวเองนะว่าแล้วถ้ามีใครมาเผาสาขานี้ตอนเราอยู่จะทำไง  

ช่วงกลางวันก็ระแวงคนเข้าออกอยู่แล้ว กลางคืนปกติดึกๆ ก็เปลี่ยวอยู่แล้ว

จะมาซ้ำเติมกันทำไม

น่าเห็นใจ ก็ได้แต่ส่งสายตาว่าเข้าใจ และให้กำลังใจให้ทำงานต่อไป 

เดินออกร้านมาพร้อมน้ำสองขวดกับขนมขบเคี้ยว

ก่อนจะกลับเข้าบ้านเพื่อติดตามข่าวสารบ้านเืมืองต่อไป

เคยไหม

posted on 23 Feb 2010 18:00 by boxboy

เคยไหมที่รู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านไป

เคยเสียดายสิ่งที่เรียนรู้มาแต่ยังรู้ว่าไปได้ไม่สุดแต่ก็เลิกไปเสียก่อน

บางครั้งบางคราวก็รู้สึกนิดๆ ถึงรุนแรงจนเก็บไว้คนเดียวไม่ได้ต้องเอาไปเล่าระบายให้คนข้างๆ ฟัง

เคยเสียดายที่เลิกเรียนดนตรี เสียดายที่หยุดเรียนศิลปะ เสียดายทีี่่เลิกเล่นกีฬาหลายอย่างทั้งบาส ว่ายน้ำ ฯลฯ

หลายๆ อย่างที่เสียดาย จริงๆ ถ้าใช้ชีวิตต่อไปวันๆ ไม่ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกก็คงไม่ต้องเสียดาย

หลายอย่างเสียดายเพราะเห็นคนที่ทำต่อจนสุดแล้วได้ดิบได้ดี 

หรือทำไม่ได้ดีแล้วดันมาดังกว่าเรา

ทุกครั้งที่เสียดายก็มักจะกลับไปทบทวนดู ว่าตอนนั้น ณ เวลานั้นที่เลิกทำไปเป็นเพราะอะไร  

ทุกครั้งทุกการตัดสินใจย่อมมีเงื่อนไขทั้งในด้านพื้นที่และเวลา

บางครั้งเกิดจากความขี้เกียจ บางครั้งก็จำยอม หรือเห็นว่าไม่ใช่เรื่องถนัดหรือยังมีอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าให้ทำ

ชีวิตคือการตัดสินใจ คือความเปลี่ยนแปลง จะมาหยุดอยู่กับที่หรือตัดพ้อท้อใจเสียดายไปกับวันเวลาที่ผันผ่านก็คงได้เพียงชั่วขณะ

จากนั้นก็เดินต่อไป และจงรู้เถิดว่า ทุกอย่างที่ทำไปแม้ไม่ได้ดี หรือเลิกราจนรู้สึกเสียดายวันเหล่านั้น

แท้จริงมันไม่ได้สูญเปล่า หรือไร้คุณค่า หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นได้ประกอบกันขึ้น เป็นตัวเรา ณ วันนี้นี่แหละ

จงภูมิใจ และจงยินดีกับชั่วขณะนี้ทีเราได้ดำเนินมา จะให้ทุกคนเหมือนกันคงไม่ได้ จะทำทุกอย่างเป็นทุกอย่างก็คงไม่ได้ 

ถึงอัจฉริยะจะสร้างได้ แต่อัจฉริยะเองก็มีข้อจำกัด ถึงจุดหนึ่งก็ต้องสละบางอย่างไปและเลือกทำในสิ่งที่เหมาะสมตามกาละ เทศะ ตามเวลา สถานที่และช่วงชีวิต 

ชีวิตย่อมดำเนินไป ใหม่ทุกเช้า